วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553
ประวัตกรุงเทพ
กรุงเทพมหานคร เดิมเรียกกันว่า "เมืองบางกอก" ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองบางกอกขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ แทนกรุงธนบุรี โดยสืบทอดศิลปวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก หรือตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 แล้วทรงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325 และพระราชทานนามพระนครนี้ว่า "กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์" ซึ่งมีความหมายว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้"
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจาก บวรรัตน โกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น "จังหวัดพระนคร"
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รัฐบาลได้รวม จังหวัด พระนคร และ จังหวัดธนบุรีเป็น นครหลวง กรุงเทพธนบุรี และภายหลังการปรับปรุงการปกครองใหม่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร แต่นิยมเรียกกันว่ากรุงเทพฯ
การปกครอง
กรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นเขตการปกครองพิเศษ (หนึ่งในสองเขต อีกแห่งคือ พัทยา) ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้ง และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน อยู่ในตำแหน่งตามวาระคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง และมีการแต่งตั้งปลัดกรุงเทพมหานครร่วมบริหารงาน การดำเนินงานมีสภากรุงเทพมหานครที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงทำงานร่วม ด้วย
ผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และปลัดกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันคือ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน
- ตราของกรุงเทพมหานคร เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ทรงสายฟ้า ผู้ทรงออกตรานี้คือ
- ต้นไม้ประจำกรุงเทพมหานคร คือ ต้นไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina)
- คำขวัญของกรุงเทพมหานคร :ช่วยชุมชน แออัด ขจัดมลพิษ แก่ปัญหารถติด ทุกชีวิตรื่นรมย์
การปกครองในกรุงเทพมหานครแบ่งออกเป็น 50 เขตการปกครอง
การเลี้ยงช้าง
- วิธีที่ควาญ สื่อสารกับช้าง
การสื่อสารกับช้างเป้นสิ่งจำเป็น เพื่อควาญจะได้รู้จักนิสัยและอารมณ์ของช้าง ขณะเดียวกันช้างก็จะได้รู้ความต้องการของควาญ ชาวไทยกวยบ้านตากลางมีวิธีสื่อสารกับช้างหลายวิธีและจะเลือกใช้ตามความเหมาะ สมซึ่งทั้งหมดควาญและช้างจะต้องเรียนรู้จากกันและกัน
- เสียงช้างร้องกับความหมาย
เสียง ของช้างที่ควาญพึงรู้มีหลายเสียงซึ่งจะทำให้ควาญรู้ถึงสภาพอารมณ์ของช้างขณะ นั้น เช่น
“แป้วว” ถ้าท้ายเสียงลากยาว แสดงว่าช้างที่ร้องตกใจอย่างมาก ควาญต้องควบคุมให้ช้างสงบก่อนที่จะเตลิดจนเกิดความเสียหาย
“อูมม” แสดงอาการกลัวเช่นกันแต่ไม่มาก บางครั้งหลังจากร้องช้างจะปัสสาวะราดด้วย
“แป้วว” แล้วใช้งวงตบพื้นดังตื๊บ ๆแสดงว่าไล่
“เอ๊ก-เอ๊ก” เป็นเสียงแสดงความยินดี หรือเสียงหัวเราะและเสียงทุ้มความถี่ต่ำซึ่งช้างสื่อสารกันเอง
- กิริยาของช้างกับความหมาย
การ สังเกตกิริยาของช้างในสภาวะปกติและไม่ปกติทำให้ควาญรู้สภาวะของอารมณ์และ สภาพร่างกายตลอดจนนิสัยประจำตัวของช้างแต่ละเชือกได้ เช่น
- ช้างยืนนิ่งกางหู แสดงว่าช้างไม่ไว้ใจสิ่งที่พบเห็น ไม่ควรเข้าใกล้
- ช้างใช้งวงพ่นน้ำลายใส่ตัว แสดงว่าช้างนั้นร้อน
- ช้างที่ทำหูกางและหางชี้กระสับกระ ส่วยแสดงว่าตื่นกลัว
- ช้างที่ปล่อยงวงตกถึงพื้น แสดงว่า ง่วง หมดแรงหรือไม่สบาย
- ช้างที่ใช้งวงยื่นหาคน แสดงว่า หิว
- ช้างที่แกว่งหางโบกหูเสมอ ๆ แสดงว่ามีอารมณ์ผ่อนคลาย
- ช้างไม่กินอาหาร แสดงว่า ป่วย
- ช้างชูงวงและย่อขาหน้าข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่า สวัสดีหรือขออาหาร
- ช้างเกร็ง งวง ให้สังเกตที่กลัามเนื้อโคนงวงจะนูนออกมาพึงระวัง เพราะช้างอาจใช้งวงทำร้าย เป็นต้น
แต่นอกจากเสียงและอาการของช้างที่ควาญต้องรู้แล้ว ควาญยังต้องฝึกให้ช้างตีความและเข้าใจภาษาที่ควาญต้องการจะสื่อสารกับช้าง ด้วยเช่นกัน
- คำสั่งที่ ควาญใช้กับช้าง
คือการใช้ภาษาเป็นสื่อเพื่อให้ช้างเข้าใจสิ่งที่ ควาญต้องการ คำสั่งเหล่านี้ควาญจะสอนให้ช้างจดจำในขั้นตอนการฝึกเมื่อช้างทำถูกก็ให้ รางวัล ตรงข้ามถ้าช้างไม่ทำหรือไม่รับรู้ก็จะลงโทษ ซึ่งคำสั่งเหล่านี้ถือเป็นภาษากลางที่ช้างของหมู่บ้านตากลางได้รับการฝึกสอน มาเหมือนกันทุกเชือก ดังนี้
- “ดู น” เมื่อต้องการให้ช้างถอยหลัง
- “ฮาว” พูดเมื่อต้องการให้ช้างหยุด
- “ฮื้อ” สั่งเมื่อต้องการให้ช้างไป
- “เก็บ” สั่งให้เก็บของ
- “โตรม” เมื่อต้องการให้ช้างนอน
- “แมบ” เมื่อต้องการให้ช้างหมอบลงกับพื้น
- “แจบ” เมื่อต้องการให้ช้างหมอบแนบกับพื้นนิ่ง ๆ
- “ส่ง” เมื่อต้องการให้ช้องงอข้อเท้าหน้าเพื่อให้ควาญเหยียบส่งตัวขึ้นสู่คอช้าง
- “จูน” สั่งเมื่อต้องการให้ช้างงอข้อเท้าแล้วยกขาสูงส่งควาญขึ้นสู่คอโดยควาญไม่ ต้องใช้แรงมาก
- “บน” เมื่อต้องการให้ช้างยกงวง
- “จก” ใช้เมื่อนำช้างลงอาบน้ำแล้วต้องการให้ช้างพ่นน้ำใส่ผิวบริเวณที่ควาญขัด
- การควบคุมช้างด้วยสัมผัส
ผู้ ขี่ช้างสามารถใช้ร่างกายที่สัมผัสกันกับช้างสื่อให้ช้างรู้ถึงความต้องการ ของผู้ขี่ได้ ซึ่งทั้งหมดต้องฝึกให้ช้างตอบสนองตั้งแต่แรกฝึกเหมือนกับการใช้คำสั่งด้วย เสียง เช่น เมื่อต้องการเลี้ยวซ้ายหรือขวาควาญอาจใช้การบิดตัวไปทางซ้ายหรือขวาโดยใช้ ปลายเท้าข้างตรงข้ามจิกไปที่หลังใบหูข้างฝั่งตรงข้ามที่จะให้ช้างเลี้ยว หรือถ้าต้องการให้ช้างหยุด ให้ใช้ขาหนีบคอช้าง กดส้นเท้าไปที่ต้นขาหน้าของช้าง เป็นต้น
- การใช้ตะขอและมีด
ตะขอ หรือขอช้าง ใช้เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับการเลี้ยงช้าง โดยประโยชน์ใช้สอยจะเป็นเรื่องของการควบคุมลงโทษและป้องกันอันตรายที่เกิด ขึ้นจากช้าง
- การดูลักษณะ ช้าง
การดูลักษณะสัตว์เลี้ยงเป็นความรู้ที่สืบทอดมาแต่โบราณ เนื่องจากสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะช้างเป็นสัตว์ใหญ่มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ กินจุและอายุยืน การคัดเลือกช้างมาเลี้ยงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้เทคนิควิธีควบคุมช้าง หรือขี่ช้างในตำราคชศาสตร์ การดูลักษณะช้างนี้จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นกิริยาอาการของช้าง และส่วนที่เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะ
- การดูกิริยาช้าง
ช้างบางตัวแสดงกิริยาต้องห้าม เช่น กินลมห่มฟ้า คือช้างนั้นมักยื่นงวงขึ้นสูงชี้ไปที่ท้องฟ้าแล้วม้วนกลับใส่เข้าปากห้ามไม่ ให้เลี้ยง ช้างหัวตำข้าง คือช้างยืนโงกเงกตัวไปมาหน้าหลังพร้อมกับผงกหัวส่ายขึ้นลงโยกไปมาถือว่าเป็น กิริยาที่เป็นเสนียดกับเจ้าของห้ามไม่ให้เลี้ยงไว้ช้างถ่ายปัสสาวะรดแข้งขา หรือยื่นเหยียบ อุจจารระ ปัสสาวะ ปล่อยอวัยวะเพศออกมาทั้งที่ไม่จำเป็น ถือเป็นช้างกิริยาไม่งาม เป็นช้างสกปรก ช้างที่เล่นโซ่ ใช้งวงแกะสลักโซ่หรือสะเก็นไม่ก็ดึงโซ่แกว่งไปมาบางทีก็บิดโซ่ ช้างที่มีกิริยาอย่างนี้ก็ห้ามเลี้ยงเช่นกัน
- การดูรูปร่างช้าง
รูปร่างช้างที่ดีในสายตาชาวกวยมีหลักพิจารณาดัง นี้
หางช้าง หางที่ดีจะต้องเป็นหางที่ไม่คดงอ หางเรียวยาวเสมอข้อเท้าหลังของช้าง เส้นขนหางดกมัน แต่ถ้าหางเป็นพู่ยาวไม่เป็นแผงเรียกว่า “โคบุตร” ถือว่าดี
หู หูช้างที่ดีจะต้องหนามีขนาดใหญ่ปลายหูนำมาจรดกันที่หน้าผากถึงกันจึงจะดี หลัง หลังช้างที่ดีต้องมีลักษณะโค้งคล้ายก้านกล้วยดีที่สุด รองลงได้แก่หลังที่เป็นรูปจอมปราสาทหรือหลังตรง
หัวช้าง ช้างที่หัวใหญ่เหมือนนกกระบาไม่ดีเพราะเป็นลักษณะช้างดื้อตีไม่เจ็บ ช้างที่หน้าเล็กจะเป็นช้างที่เอาใจเจ้าของ ช้างที่มีโขมดหรือโหนกบนศรีษะเล็กเป็นช้างดื้อ
งวงช้าง น้ำเต้าหรือโคนงวงต้องใหญ่ยาวเรียวลงมาอย่างสมส่วน
ตา ตาของช้างต้องมีลักษณะคล้ายตากบ ตาวัวหรือตาแดง ๆ แบบนกกรดหรือนกกระปูดก็ดีช้างไม่ทำร้ายเจ้าของ ส่วนตาแก้วใส ๆ ดี ขอบตาต้องไม่โปนมากหรือเป็นหลุมหนัง ผิวหนังช้างที่ดีต้องหนาย่นเหมือนใบมะกรูดไม่มีรอยด่าง ๆ เป็นดวงตามผิวหนัง ที่หนังคอต้องไม่มีเนื้องอกคล้ายนมขึ้นมา ช้างที่มีหนังบางจะดื้อรั้น
เล็บ เล็บช้างที่ดีต้องมีเป็นคู่ เช่น 18 เล็บ หรือ 16 เล็บ ถ้า 20 เล็บดีมาก สีของเล็บสีขาวดี ถ้าเป็นสีดำจะดุ
แก้ม แก้มช้างที่ดีต้องเต็มไม่ตอบ ปลายปากห้อยลงเล็กน้อยไม่เหยียดตรงไปข้างหน้าและขนใต้ปากต้องไม่ม้วน
งา ช้างพลายต้องมีงาที่สมบูรณ์ คือไม่บิดเก คืองาทั้งสองข้างงอกยาวออกมาทำมุมเสมอกัน
- การดูงาช้าง
ช้างเอเชียมีงาเฉพาะตัวผู้ ชาวตากลางแบ่งงาออกเป็น 5 ชนิด คือ
1. งาหยวก เป็นงาสีขาวอวบใหญ่ หักง่ายและโพรงงามาก
2. งาเครือ เป็นงาที่มีขนาดเล็กและยาวเร็ว
3. งาหวาย หรืองาน้ำผึ้ง เป็นงาที่มีสีเหลืองอมน้ำตาลอย่างสีของน้ำผึ้ง
4. งาเนียม คืองาที่มีลักษณะสั้น ๆ แม้ช้างจะมีอายุมากเนื่องจากงาจะยาวช้า
5. ขนาย (งาไม่สมบูรณ์) พบในช้างสีดอ มีลักษณะคล้ายงาเล็ก ๆ สั้น ๆ โผล่ออกจากมุมปากด้านบน
- การขึ้นลงช้าง
เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่ การขึ้นลงช้าง หากช้างไม่ยินยอมร่วมมือหรือช่วยเหลือแล้ว ควาญไม่สามารถจะขึ้นไปนั่งในตำแห่งบนคอได้เลย ซึ่งทำให้ไม่สามารถควบคุมช้างนั้นได้ ดังนั้นควาญจะว่าคาถาก่อนที่จะขึ้นนั่งช้างบนตำแหน่งนี้ ส่วนวิธีการจะขึ้นนั่งตรงคอช้างได้นั้น ช้างเลี้ยงทุกเชือกจะถูกฝึกให้มาคอยช่วยเหลือควาญในการขึ้นซึ่งมีอยู่หลาย วิธี เช่น การขึ้นด้านข้าง (ตรงขาคู่หน้า) ข้างซ้ายหรือขวาหรือจะเป็นทั้งซ้ายและขวาแล้วแต่ช้างแต่ละเชือก ซึ่งถูกฝึกมาไม่เหมือนกัน การขึ้นด้านหน้า ควาญจะสั่งให้ช้างหมอบตัวลงแนบพื้นแล้วก็เดินเหยียบงวงขึ้นทางศรีษะแล้วนั่ง บนคอ แต่การขึ้นวิธีนี้ไม่ค่อยนิยมมากนักเพราะไม่สุภาพกับช้างขึ้นด้านหลัง การขึ้นจากท้ายช้างทำได้ โดยให้ช้างหมอบลงแล้วเดินไต่ไปจากด้านท้ายช้างขึ้นไปบนหลังแล้วจึงไปนั่งที่ คอ ส่วนวิธีการลงก็คล้ายกับวิธีขึ้นเพียงใช้คำสั่งให้ช้างรับแล้วย้อนขั้นตอน กันเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นวิธีขึ้นลงช้างแบบต่าง ๆ เท่าที่พบเป็นในหมู่บ้านช้างแถบสบชีมูล
- การอาบน้ำช้าง
ช้างเป็นสัตว์ที่ทนความร้อน ได้ไม่ดีทั้งนี้เพราะสีผิวที่ค่อนข้างดำและขนาดลำตัวที่หนาทำให้ช้างดูดซับ ความร้อนได้มาก ขณะที่ต่อมเหงื่อของช้างมีอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ รอบดคนเล็บเท่านั้นการนำช้างไปกินน้ำและอาบน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควาญจะ ละเลยไม่ได้ ในช่วงยามเย็นที่ริมน้ำมูลจะเป็นช่วงเวลาของช้างที่จะได้ดำผุดดำว่ายให้สบาย ใจ ส่วนควาญก็ทำหน้าที่ขัดถูผิวหนังให้ช้างเพื่อชะล้างเอาฝุ่นดินที่ช้างพ่นใส่ ตัวหรือคราบโคลนดินที่สกปรกต่าง ๆ ออกไปซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลี้ยงตัวอยู่บนหลังช้างที่กำลังเคลื่อน ไหวอยู่ในน้ำโดยไม่ตกลงมาเสียก่อน กลุ่มนักเลี้ยงช้างจะต้องรู้จักจังหวะในการทรงตัว
- การเลี้ยงช้างในภูมิประเทศ
ใน ทุกเช้าตามหมู่บ้านเลี้ยงช้างริมแม่มูลหนุ่ม ๆ ชาวกวยจะพากันขี่ช้างออกไปเลี้ยงกันตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมุ่งไปที่พื้นที่ป่าธรรมชาติรอบ ๆ หมู่บ้านหรือป่าทามริมน้ำมูล การเลี้ยงช้างของชาวกวยมีอยู่หลายวิธีชาวกวยจะพิจารณาเลือกใช้แล้วแต่สภาพ แหล่งอาหารเป็นหลัก
- การ เลี้ยงช้างในพื้นที่ใกล้ ไร่นา
หากพื้นที่เลี้ยงอยู่ใกล้กับไร่นา ของชาวบ้านควาญต้องขี่คอเลี้ยงซึ่งเป็นการเลี้ยงช้างที่ควาญเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะธรรมชาติของช้างนั้นกินอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นขณะนอนหลับซึ่งวันหนึ่งช้างนอนเพียง 3 ชม. เท่านั้น ที่เป้นดังนั้นก้เนื่องจากระบบย่อยอาหารของช้างไม่ดีอาหารที่ช้างกินเข้าไป มากมายจะถูกดูดซับไปใช้ประโยชน์น้อยมาก
การเลี้ยงช้างในสภาพพื้นที่ ที่มีไร่นาหรือสวนอยู่รอบ ๆ แหล่งอาหารแบบนี้ ควาญจึงต้องนั่งอยู่บนคอช้างเป็นเวลานานวันละหลายชั่วโมงโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ มีกิจกรรมอื่นใด
- การ เลี้ยงช้างในพื้นที่ขนาดใหญ่
การเลี้ยงช้างในพื้นที่เป็นแหล่ง อาหารขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์จะง่ายกว่าและมีวิธีเลี้ยงหลายวิธี ควาญเองก็ค่อนข้างจะเป็นอิสระจากช้างมากกว่า การปล่อยเลี้ยงจะต้องล่ามขาหน้าข้างใดข้างหนึ่งของช้างด้วยโซ่แล้วปล่อยปลาย โซ่ไว้ ให้ช้างเดินลากโซ่ วนหาอาหารกินกันอย่างอิสระซึ่งวิธีเป็นวิธีที่หนุ่ม ๆ ชาวตากลางชอบกันมากในสมัยที่ป่าทามทำเลเลี้ยงช้างใกล้หมู่บ้านยังติดต่อกัน เป็นผืนใหญ่ เพราะหลังจากปล่อยช้างแล้วหนุ่ม ๆ นักเลี้ยงช้างก็จะเป็นอิสระจากช้างสามารถออกหาของป่าและล่าสัตว์ป่าได้โดย แบ่งกันไปเป็นกลุ่ม ๆ
- การ เลี้ยงช้างในพื้นที่ขนาดกลาง
ในกรณีที่ควาญนำช้างออกไปเลี้ยงใน ที่ที่มีพืชอาหารหรือป่าไม้กว้างใหญ่เท่าใด หากปล่อยช้างเกรงว่าช้างจะออกไปกินพืชไร่หรือเข้าไปทำลายบ้านเรือนที่อยู่ ใกล้ ๆ ควาญช้างอาจจะใช้วิธีการเลี้ยงแบบผูกล่าม แล้วปล่อยช้างให้วนหาอาหารกินกินอยู่รอบ ๆ ต้นไม้ที่ผูกนั้น แต่อีกวิธีหนึ่งคือการปล่อยช้างให้หากินอย่างอิสระใส่โซ่ล่ามสองขาหน้าของ ช้างไว้ด้วยกันอย่างหลวม ๆ วิธีนี้เหมาะกับการปล่อยเลี้ยงในป่าทั้งคืนไม่ได้นำกลับมาค้างที่หมู่บ้าน
- การนำช้างไปเลี้ยงในต่างถิ่น
จะ เห็นได้ว่าการดูแลช้างนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ควารมละเอียดรอบคอบมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ควาญช้างต้องนำช้างออกท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่าง ๆ เพื่อหาอาหารและหารายได้อย่างเช่นในทุกวันนี้ ควาญช้างต้องเพิ่มความระมัดระวังเนพิเศษเพราะการนำช้างเดินทางไปในที่ต่าง ๆ นั้นบางครั้งต้องนำช้างเดนบนถนนหลวงที่มีรถยนต์สัญจรไปมา หากไม่ใช้ความระมัดระวังช้างอาจถูกรถชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งเคยมีตัวอย่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ ในหมู่คนเลี้ยงช้างจะถูกสอนให้หลีกเลี่ยงการใช้ถนนยามค่ำคืนหรือช่วงพลบค่ำ กันทุกคน
การเดินทางนี้จะเดินทางกันไปเป็นกลุ่ม ๆ ละ 2 – 5 เชือกคนอีกประมาณ 5 – 10 คน การเดินทางในแต่ละครั้งใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไปเริ่มแรกก็ไปไม่ไกลคือ ต่างบ้านอาจจะเป็น 1 – 2 สัปดาห์ ต่อมาเมื่ออาหารหายากขึ้นเงินหายากขึ้นก็ออกต่างอำเภอ ปัจจุบันควาญช้างจากลุ่มแม่น้ำมูลต้องเดินทางไกลกว่านั้นคือ ใช้เวลา 2 –4 เดือนแล้วแต่ว่าจะไปที่ไหนกว่าจะนำช้างกลับเข้าหมู่บ้านเพื่อพบกับสมาชิกใน ครอบครัว เฉลี่ยแล้วใน 1 ปี มี 12 เดือน ควาญช้างจะมีเวลาอยู่ที่ภูมิลำเนากับครอบครัวเพียง 3- 4 เดือน ที่เหลือก็หมดไปกับการเดินทาง
- อุปกรณ์ในการเลี้ยงช้าง
การยึดอาชีพเลี้ยงช้างนั้นใช่ว่า จะรู้แต่เรื่องหาอาหารหรือวิธีควบคุมช้างเท่านั้น ในยามว่างผู้ที่เป็นควาญช้างที่ดียังต้องคอยตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ในการ เลี้ยงช้างให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีอยู่เสมออุปกรณ์หลักที่ใช้ในการ เลี้ยงช้างได้แก่ โซ่ ใช้ผูกล่ามช้างกับหลักหรือต้นไม้ โซ่จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ช้างที่จะใช้ล่ามปลอกเหล็ก ทำจากโซ่ขนาดความยาวพอที่จะโอบมัดเท้าทั้งสองของช้างได้ เวลาใช้จะเอาสะเก็นคล้องไว้ตรงกลางเพื่อให้ขาทั้งสองของช้างติดกันทำให้ช้าง เดินไม่ถนัดและไปได้ไม่ไกลจากที่ปล่อยนักสะเก็น เป็นโลหะรูปตัวยูในภาษาอังกฤษปลายขาตัวยูทำเป็นรูสกลูมีน๊อตยาวขันเชื่อมขา
ตัว ยูทั้งสองเข้าด้วยกัน
กาหรั่น เป็นโลหะรูปร่างคล้ายเครื่องหมายปรัศนีมีห่วงอยู่ทั้งสองด้านและทั้งสองด้าน สามารถหมุนเบ็นอิสระจากกันใช้ผูกล่ามช้างเพื่อไม่ให้โซ่บิดเกลียว
ขอ หรือตะขอเป็นอุปกรณ์สำคัญในการสื่อสารควบคุมบังคับหรือทำโทษช้างขอจะประกอบ ด้วยสองส่วนคือ ส่วนปลายและส่วนที่เป็นด้าม
- เครื่องหลังช้าง
เครื่องหลังช้าง คือ อุปกรณ์ที่จำเป็นที่จะต้องจัดหาไว้หากต้องใช้พื้นที่บนหลังช้างในการบรรทุก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือผู้คน ทั้งนี้เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่บรรทุกน้ำหนักได้น้อยและโครงสร้างของหลัง ช้างนั้นไม่ค่อยแข็งแรง ดังนี้
เบาะอ่อน เป็นเบาะชั้นแรกที่วางบนหลังช้างส่วนใหญ่ใช้เปลือกต้นกระโดนมาทุบ เบาะนี้ จะลดการเสียดสีของหลังช้างกับขาแหย่ง และเปลือกกระโดนก็มีคุณสมบัติเป็นยาแก้ระบมอีกด้วย
เบาะแข็ง ทำจากหนังกระบือตากแห้ง เป็นแผ่นขนาดเท่า ๆ กันกับเบาะอ่อนหลังจากวางเบาะอ่อนเสร็จแล้วต้องวางเบาะแข็งซ้อนทับอีก เบาะแข็งนี้จะกระจายน้ำหนักของแหย่งออกไปไม่ให้กดทับลงตรง ๆ ที่หลังช้าง
แหย่ง ใช้สำหรับใส่ของหรือให้คนนั่ง ปกติแหย่งจะมีรูปร่างคล้ายม้านั่งแบบคู่ที่มีสี่ขา แหย่งจะถูกมัดกับหลังช้างด้วยสายประโคนที่ลอดผ่านท้องช้างจากข้างหนึ่งมาสู่ อีกข้างหนึ่ง
สายหางและสายรั้ง คอ ถ้าต้องผ่านทางเดินที่มีลักษณะขึ้นลงชัน ๆ จะต้องมัดแหย่งด้วยสายหางทางข้างหลัง คือคล้องมัดแหย่งกับคอช้างเพื่อป้องกันแหย่งไม่ให้เลื่อนไปข้างหน้า หรือข้างหลังเวลาขึ้นลงเนิน
- การรักษาช้าง ด้วยสมุนไพร
นอกจากจะต้องตรวจสอบซ่อมแซมอุปกรณ์ในการเลี้ยงช้าง แล้ว ควาญยังต้องหมั่นสังเกต อากัปกิริยาของช้างอยู่เสมอหากพบเห็นกิริยาที่ผิดปกติของช้าง ซึ่งหากควาญช้างซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดช้างที่สุดไม่พบอาการผิดปกติดังกล่าว อาการอาจทรุดหนักและทำให้ช้างเสียชีวิตได้ เนื่องจากช้างเลี้ยงนั้นแตกต่างจากช้างป่าที่จะเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพรและ การรักษาอาการเจ็บป่วยจากช้างที่มีประสบการณ์จากโขลง เมื่อเจ็บป่วยสามารถดูแลตัวเองด้วยการกินพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในป่าได้เอง การรักษาช้างป่วยสมัยก่อนไม่มียาอย่างในปัจจุบัน จึงมีวิธีรักษาอาการเจ็บป่วยของช้างที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาหลายขนานเช่น
ช้าง ท้องผูก มีสาเหตุหลายอย่าง เช่น มีอายุมากระบบย่อยไม่ดี ชาวกวยมีวิธีรักษาโดยใช้กระเทียมตำแล้วนำมาผสมกับเหล้าขาว นำมาใส่ปากพ่นใส่ช้างตั้งแต่หัวจรดท้ายทั้งด้านหลังและใต้ท้องเสร็จแล้วทิ้ง ไว้ไม่นานช้างก็จะถ่ายอุจจาระได้
ช้างท้องเสีย ชาวกวยจะนำกิ่งต้นพุแดง ต้นแต้ และข่อยมาให้ช้างกิน
ช้างมีบาด แผลตามผิวหนัง ชาวกวยจะใช้เปลือกต้นพุแดง ต้นข่อย และต้นแต้ต้มใส่น้ำเมื่อน้ำเย็นลงกะว่าพออุ่น ๆ ก็จะนำน้ำต้มเปลือกไม้นี้ไปราดแผลทำบ่อย ๆ จนกระทั่งแผลหาย
ช้างมีแผลเปื่อย ใช้เปลือกลำพุแดงต้มทิ้งให้เย็นแล้วรดขา
ช้างแทงกันเป็นรู ใช้ไก่เป็นมาถอนขน เลาะเอากระดูกออกสับทั้งตัวยัดรูแผลจะตื้นขึ้นเรื่อย ๆ จนหาย
ช้างเบื่ออาหารไม่กินหญ้า ให้เอาจิ้งจกเป็นยัดใส่อ้อยให้ช้างกิน
ช้างป่วยไม่ยอมกินยา ให้ใช้รากหญ้าแพรกเป่า
ช้างตาเจ็บ ตาเป็นฝ้าใช้ยาสีฟันทา ใช้เปลือกหอยบดแล้วเป่าใส่ตา หรือใช้เกลือเป่า
ช้างผิวหนังเป็นตุ่ม ใช้เครือสะบ้ามาทุบแล้วชุบน้ำฟาดตามลำตัวช้าง วันละครั้งหลังอาบน้ำ
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิ ขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา เท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
| สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญา อนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |
วันออกพรรษา
วันออกพรรษา (ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11)
วันออกพรรษา
ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11
นิยาม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน เรียกวันที่สิ้นการจำพรรษาแห่งพระสงฆ์ คือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ว่า วันออกพรรษา, วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา ก็เรียก
ประวัติความเป็นมา
วันออกพรรษา เป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ที่ร่วมกันในวัดหรือสถานที่ซึ่ง อธิษฐานเข้าตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในวันนี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรม ซึ่งเรียกว่า วันมหาปวารณา คือ วันที่พระภิกษุ์สงฆ์ทุกรูปจะอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในเรื่องราวเกี่ยวกับความประพฤติต่างๆ นับตั้งแต่พระสังฆเถระ ได้แก่ พระภิกษุ์ผู้ที่มีอาวุโสสูงลงมา จะสามารถว่ากล่าวตักเตือนหรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน
การกระทำมหาปวารณา เป็นการสังฆกรรมอย่างหนึ่งแทนการสวดพระปาฏิโมกข์ (พระวินัย) ที่ได้กระทำกันทุกๆ 15 วันในช่วงเข้าพรรษา
วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา (อ่านว่า ปะ-วา-ระ-นา) หรือวันมหาปวารณา คือ วันที่เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุ ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ด้วยเมตตาจิต เมื่อได้เห็น ได้ฟัง หรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน ซึ่งความเป็นมาของการทำปวารณากรรม หรือให้พระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันและกัน ในวันออกพรรษานี้ สืบเนื่องมาจากในสมัยพุทธกาล พุทธสาวกจะมีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ เมื่อออกพรรษาหมดฤดูฝน แม้จะจำพรรษาอยู่ที่ใกล้ไกลแค่ไหน ก็จะพากันเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ครั้นได้เฝ้าแล้ว พระพุทธองค์จะทรงตรัสถาม ถึงสิ่งที่พระภิกษุได้ประพฤติปฏิบัติในระหว่างจำพรรษา ปรากฏว่ามีพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง เกรงว่าในช่วงจำพรรษาด้วยกัน จะเกิดการขัดแย้งทะเลาะวิวาท จนอยู่ไม่สุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกากันเองว่า จะไม่พูดจากัน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ จึงทรงตำหนิว่าการประพฤติ มูควัตร (ทำตนเป็นใบ้เงียบไม่พูดจากัน) เป็นเรื่องเหลวไหลไร้ประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ เพราะประพฤติเหมือนพฤติกรรมของสัตว์ เช่น แพะ แกะ ไก่ วัว ที่อยู่ด้วยกันก็ไม่ถามไถ่ทุกข์สุขของกันและกัน
แล้วทรงสั่งสอนภิกษุทั้งหลายว่า ความประพฤติเช่นนั้นไม่สมควรแก่คนทั้งหลายหรือผู้ที่มีความเจริญแล้ว แล้วจึงทรงวางระเบียบวินัยให้เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อมาว่าให้ภิกษุที่จำพรรษา ครบสามเดือนแล้วทำปวารณาแทนอุโบสถสังฆกรรมในวันออกพรรษา การ ปวารณาหรือการว่ากล่าวตักเตือนในหมู่สงฆ์นี้ ผู้ว่ากล่าวตักเตือนจะต้องทำด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ถูกตักเตือนทั้งกาย วาจา และใจ ส่วนผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือนก็ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน ถ้าเป็นจริงตามคำกล่าวก็ปรับปรุงตัวใหม่ หากไม่จริง ก็สามารถชี้แจงแสดงเหตุผลให้กระจ่าง ทั้งสองฝ่ายต้องคิดว่าทักท้วงเพื่อก่อ ฟังเพื่อแก้ไข จึงจะได้ประโยชน์ และตรงกับความมุ่งหมายของการปวารณา ที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคี และดำรงความบริสุทธิ์หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์
สำหรับฆราวาสหรือพุทธศาสนิกชน ก็สามารถนำหลักการปวารณาในวันออกพรรษานี้ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้ทั้งในครอบครัว สถานศึกษาหรือในสถานที่ทำงาน โดยยึดความเมตตาต่อกันเป็นที่ตั้ง คือ ถ้าจะติก็ติด้วยความหวังดีมิใช่ทำลายอีกฝ่าย ส่วนผู้ถูกติก็ควรรับฟังด้วยดี และมองเห็นความหวังดีของผู้ว่ากล่าว หากจริงก็แก้ไข ไม่จริงก็ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นนี้ย่อมทำให้สังคมเกิดความสงบสุข สามารถแก้ไขปัญหาและพร้อมจะพัฒนาไปด้วยกันทุกฝ่าย สรุปได้ว่าความสำคัญของวันออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งด้วยเหตุผล คือ
- พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาต ให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้
- เมื่อออกพรรษา พระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างพรรษา ไปเผยแพร่แก่ประชาชน
- ในวันออกพรรษาพระ สงฆ์จะได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตักเตือน เรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือ และความสามัคคีกันระหว่างสมาชิกของสงฆ์
- พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณา เปิดโอกาสให้ ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคม ต่อไป
สำหรับคำกล่าวที่พระพุทธเจ้า ทรงมีพระบรมพุทธานุญาต ให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่า “อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง วุตถานัง ภิกขูนัง ตีหิ ฐาเนหิ ปะวาเรตุง ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา...” แปลว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากันในสามลักษณะ คือ ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี”
การประกอบพิธีในวันออกพรรษา
การประกอบพิธีในวันนี้ พุทธศาสนิกชนจะนิยมทำบุญเป็นกรณีพิเศษ เช่นตักบาตรในตอนเช้า ถวายสังฆทาน ไปทำบุญที่วัด ถวายภัตตาหาร ฟังพระธรรมเทศนา และมีการตักบาตรเทโวในวันรุ่งขึ้น
กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา
1. ทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับ
2. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว"
4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ และประดับธงชาติและธงธรรมจักตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย ฉายสไลด์ หรือบรรยาธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษา ฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ที่สนใจทั่วไป
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออก พรรษา
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษาที่นิยม ปฏิบัติ คือ
1. ประเพณีตักบาตรเทโว (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว 1 วัน)
2. พิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 12 กำหนด 1 เดือนนับตั้งแต่วันออกพรรษา)
3. พิธีทอดผ้าป่า (ไม่จำกัดกาล)
4. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น 8 ค่ำ หรือ วันแรม 8 ค่ำ กลางเดือน 12 ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน 5 ต่อเดือน 6 หรือในเดือน 10)
- ประเพณีตักบาตรเทโว
การตักบาตรเทโว จะกระทำในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 คือหลังออกพรรษาแล้ว 1 วัน
ประวัติความเป็นมาของประเพณีการตักบาตรเทโว
ในสมัยพุทธกาล เมื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมและเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษา อยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้ว พระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสนคร
การที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จลงมาจากชั้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ"ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ - พิธีทอดกฐิน
ประวัติการ ทอดกฐิน
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวนาราม ซึ่งเป็นพระอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวายเป็นพุทธนิวาส ได้มีภิกษุ 30 รูป ชาวเมืองปาฐา ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกในแคว้นโกศล เดินทางมาหมายจะเฝ้าพระพุทธองค์ที่เมืองสาวัตถี แต่มาไม่ทันเพราะใกล้ถึงวันเข้าพรรษา จึงเข้าพักจำพรรษา ณ เมืองสาเกต อันมีระยะทางห่างจากเมืองสาวัตถีราว 6 โยชน์
ภิกษุทั้ง 30 รูป ล้วนแต่เป็นผู้เคร่งครัดปฏิบัติธุดงค์และต่างมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะ ได้เฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อถึงวันออกพรรษาแล้ว ก็รีบเดินทางไปยังเมืองสาวัตถีโดยไม่มีการรั้งรอแม้ว่ายังเป็นช่วงที่ฝนยัง ตกหนักน้ำท่วมอยู่ทั่วไป แม้จะต้องฝ่าแดดกรำฝน ลุยฝน อย่างไรก็ไม่ย่อท้อ
เมื่อภิกษุทั้ง 30 รูป ได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดาสมความตั้งใจแล้ว ครั้นพระองค์ตรัสรู้ถามจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสธรรมมิกถา ภิกษุเหล่านั้นก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ผลในลำดับนั้น พระบรมศาสดาดำริถึงความยากลำบากของภิกษุเหล่านั้น จึงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสอนุญาตให้ภิกษุรับผ้ากฐินได้ สำหรับในเมืองได้ผ่านวันออกพรรษาแล้ว นางวิสาขาได้ทราบพุทธานุญาตและได้เป็นผู้ถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก - พิธีทอดผ้าป่า
ประวัติ ความเป็นมา
ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลายรับจีวรจาก ชาวบ้าน พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เช่นผ้าเปรอะเปื้อนที่ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าที่ห่อศพ ฯลฯ เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยพอแก่ความต้องการแล้ว จึงนำมาทำความสะอาด ตัดเย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง การทำจีวรของภิกษุในสมัยพุทธกาลจึงค่อนข้างยุ่งยากหรือเป็นงานใหญ่ ดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องพิธีทอดกฐิน
ครั้นชาวบ้านทั้งหลายเห็นความยากลำบากของพระสงฆ์ต้องการนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาตโดยตรง จึงนำผ้าไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่น ในป่า ตามป่าช้า หรือข้างทางเดิน เมื่อภิกษุสงฆ์มาพบ ก็นำเอามาทำเป็นสบง จีวร พิธีการทอดผ้าก็มีความเป็นมาด้วยประการฉะนี้
สำหรับในเมืองไทย พิธีทอดผ้าป่าได้รับรื้อฟื้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ด้วยทรงพระประสงค์จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีในทางพระศาสนา - ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ
ประเพณีการเทศน์มหาชาติจัดเป็นการทำบุญที่สำคัญและมีความหมายที่สุดในสังคม ไทย เนื่องจากเป็นประเพณีของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ทำสืบเนื่องมาแต่โบราณจนถึง ปัจจุบันเพราะความเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติแล้วจะได้กุศลแรง แลหากใครตั้งใจฟังให้จบใน วันเดียวจะได้เกิดร่วมและพบพระศรีอริยเมตตรัยโพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าในอนาคต
ในพระราชสำนัก ปรากฏเป็นราชพิธีในวังหลวงมาแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ถึงกับทรงโปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งทรงธรรม ด้วยพระราชประสงค์ให้เป็นที่ทรงธรรมในงานพระราชพิธีเทศน์มหาชาติ พระราชพิธีนี้สืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศนาคราวหนึ่ง แม้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้งที่ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศก็ทรงหัดเทศน์กัณฑ์มัทรี จนกลายเป็นธรรมเนียมให้พระราชโอรสถวายเทศน์มหาชาติในวังหลวง
ในท้องถิ่น โดยฌแพาะในเขตภาคอีสานถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่สำคัญที่สุดของปีจะจัดขึ้นใน ราวเดือน 4 เรียกว่า บุญพระเวส ทั้งยังมีประเพณีเกี่ยวเนื่องกับเทศกาลนี้ด้วย เช่น พิธีแห่พระเวสเข้าเมืองและพิธีแห่ข้าวพันก้อนเพื่อบูชาคาถาพัน ทางภาคเหนือ ก็ให้ ความสำคัญกับการเทศน์มหาชาติมาก เห็นได้จากมีประเพณีสร้างหลาบเงินหรือแผ่นเงินแกะลาย แขวนห้อยรอบฉัตร ถวายเป็นเครื่องขันธ์ตั้งธรรมหลวงในงาน ทางภาคใต้นั้นประเพณีเทศน์มหาชาติได้ คลี่คลายไป เป็นประเพณีสวดด้านซึ่งคล้ายคลึงกับการสวดโอ้เอ้วิหารรายอย่างกรุงเทพฯ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
แหล่งอ้างอิง
- ธนากิต วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก,2541.
- ธนากิต ประเพณี พิธีมงคล และ วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก,2539.
- วรนุช อุษณกร. ประวัติวันสำคัญที่ควรรู้จัก. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์,2528.
- ศิลปากร, กรม. กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์. ขนมธรรมเนียมประเพณีและวัมนธรรมกรุงรัตน โกสินทร์. กรุงเทพฯ : 2525.
วันเข้าพรรษา
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า อยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นศาสนพิธีสำหรับพระภิกษุโดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา
ประวัติวันเข้าพรรษา
ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์สาวกอยู่ประจำพรรษา เหล่าภิกษุสงฆ์จึงต่างพากันออกเดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกสมณะไม่ยอมหยุดพักสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่นักบวชในศาสนาอื่น พากันหยุดเดินทางในช่วงฤดูฝน การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงได้วางระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ที่วัดเป็นเวลา 3 เดือน พระสงฆ์ที่เข้าจำพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่นไม่ได้ แต่ถ้าหากเดินทางออกไปแล้วและไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือ ก่อนรุ่งสว่าง ก็จะถือว่าพระภิกษุรูปนั้น"ขาดพรรษา"
แต่หากมีกรณีจำเป็นบางอย่าง พระภิกษุผู้จำพรรษาสามารถไปค้างที่อื่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา แต่ก็จะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ก็คือ
1.การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้
3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด
4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้
ประเภทของการเข้าพรรษา
การเข้าพรรษาแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
ปุริมพรรษา (เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง) จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน
เครื่องอัฏฐบริขารของภิกษุระหว่างการจำ พรรษา
โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระภิกษุตามพุทธานุญาตที่ให้มีประจำตัวนั้น มีเพียง อัฏฐบริขาร ซึ่งได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน แต่ช่วงหน้าฝนของการจำพรรษาในสมัยก่อนนั้น กว่าพระสงฆ์จะหาที่พักแรมได้ บางครั้งก็ถูกฝนเปียกปอน ชาวบ้านผู้ใจบุญจึงถวาย "ผ้าจำนำพรรษา" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ผ้าอาบน้ำฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยน และยังถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันเป็นพิเศษในช่วงเข้าพรรษา จนเป็นประเพณีทำบุญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
การปฏิบัติตนในวันเข้าพรรษา
แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณรที่ตนเคารพนับถือ หรือมีการช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น
มีประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันเรื่อยมา ก็คือ ประเพณีหล่อเทียนพรรษา สำหรับให้พระภิกษุและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์ซึ่ง เทียนพรรษาสามารถอยู่ได้ตลอด 3 เดือน และเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งในการให้ทานด้วยแสงสว่าง อีกทั้งมีการ "ประกวดเทียนพรรษา" ของแต่ละจังหวัดโดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ
.กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา
1.ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา
2.ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิกษุสามเณร
3.ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล
4.อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ
5.อยู่กับครอบครัว
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ประวัติวันปี่ใหม่
ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ความเป็นมา ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯเป็นครั้งแรก การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้ เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆ มา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการจัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์ ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีก ครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป เหตุผลที่ทาง ราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ 2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก 4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย กิจกรรม ที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่ 1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร 3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนิน ชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น กิจกรรม วันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย |